เอียร์โทน คือใคร        เราได้ยินได้อย่างไร
       คำถามตรวจสอบการได้ยิน
       ทดสอบการได้ยิน Online หูขวา
       ทดสอบการได้ยิน Online หูซ้าย
       สาเหตุของหูหนวกหูตึง
       หูตึงในเด็ก
       เรื่องน่ารู้ของหูเด็ก
      อาการ
      การรักษา
      ชนิดของเครื่องช่วยฟัง
      ระบบไร้สายฟังชัดทุกระยะ
      การเลือกเครื่องช่วยฟัง เบื้องต้น
      เครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับคุณ
      วิธีใช้และการดูแลรักษา
      คำถามที่ถามบ่อย
      อุปกรณ์ไร้สาย
      แบตเตอรี่
      รีโมทคอนโทรล

 

 

 

 
 
 


ผู้ที่มีเสียงในหู ควรไปปรึกษา แพทย์เพื่อรับการ ตรวจวินิจฉัย ว่าเสียงในหู ที่เป็นอยู่มีสาเหตุจากโรค
อื่นร่วมด้วย หรือไม่ซึ่ง ส่วนใหญ่มักจะไม่พบความ ผิดปรกติใดๆ ถ้าหากเสียงในหูนี้ ไม่ก่อให้เกิดความ รำคาญ นอน หลับได้ปรกติ การได้ทำความเข้าใจถึง สาเหตุของ โรคจะทำ ให้หายกังวลได้ มีเพียง 20 % ของผู้ที่มีเสียง ในหู ที่ต้องรับการ รักษาอาการ แทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น เกิด ความวิตก กังวลว่าอาจมีโรคร้ายแรงในสมอง นอนไม่หลับ ขาดสมาธิในการทำงาน ทนต่อเสียงดังได้น้อยลงการรักษาโดยการฝึกสมองให้เปลี่ยนวิธีการตอบสนองใหม่อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป็นวิธีที่ได้ผลมาก


1. ต้องรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์ ผ่อนคลาย เลิกกังวล

2. สร้างความเชื่อมั่นว่าเสียงในหูนี้รักษาได้

3. ศึกษาและทำความความเข้าใจกับสมมติฐานของการเกิดโรค สร้างทัศนคติที่ดีต่อ แนวทางการปฏิบัติ

4. หลีกเลี่ยงความเงียบ อย่าอยู่ในที่เงียบๆ เพียงลำพัง ความเงียบทำให้เสียงในหูเด่นชัดขึ้น ต้องพยายามรับเสียงจาก ภายนอกเพื่อเบี่ยงเบนให้เสียงในหูด้อยลง ฝึกให้สมองรับรู้และคุ้นกับเสียงรอบข้าง จากการทดลองพบว่าเสียงธรรมชาติที่ไม่มีความหมายจะทำให้สมองเกิดความเคยชิน และเบี่ยงเบนจากเสียงในหูได้ง่าย เช่น เสียงน้ำตก เสียง คลื่น เสียงน้ำไหล เราสามารถฟังเสียงเหล่านี้ได้จากแผ่นซีดี วิทยุเทป และควรฟังอย่างต่อเนื่องโดย เฉพาะเวลา กลางคืนอาจฟังจนกระทั่งหลับไป ในผู้ที่ไม่สะดวกที่จะพกวิทยุเทป หรือซาวด์อเบาท์ไปทุกที่ การใช้เครื่องกลบ เสียง ในหูอาจจะช่วยให้การบำบัดได้ผลแน่นอนในเวลาที่รวดเร็วขึ้น

Top

อาศัยหลักการของการสร้างความเคยชินให้กับสมองคล้ายๆ กับเวลาที่เราย้าย บ้านไปอยู่ริมถนน ใหม่ๆ เราจะนอนไม่ หลับ รำคาญต่อเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไป มาขาดสมาธิในการทำงาน นานวันเข้าสมองสามารถสร้างความเคยชินกับเสียง นี้ได้ ทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยา ไม่ตื่นตัว ไม่รำคาญ มีสมาธิ ใน การทำงาน และนอน หลับได้ เสมือนหนึ่งไม่รับรู้ว่ามี เสียง รถวิ่ง แต่ถ้าหากเราตื่นขึ้นกลางดึกและตั้ง ใจฟังเสียงรถวิ่ง ก็จะได้ยินเด่นชัดขึ้น แต่เราก็สามารถที่จะหลับต่อไปได้อย่าง ง่ายดาย แสดงว่าเราสามารถที่จะฝึกสมองไม่ให้สนใจต่อ เสียงรถวิ่งและปล่อย การรับรู้เสียงนี้ไว้แค่ใต้จิตสำนึกไม่ขึ้น ไปสมองส่วนบนสุดจึงไม่เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบสมองได้เรียนรู้ว่าเสียงรถวิ่งไม่คุกคามต่อร่างกายหลังจากที่ถูกกระตุ้น อยู่หลายคืน จึงไม่เกิดปฏิกิริยาเตรียมพร้อม คือตื่นอยู่ตลอดเวลาจนถึงระดับหนึ่งสมองเกิดการวางเฉยและไม่รับรู้ต่อ เสียงรถวิ่งในที่สุด

Top


เนื่องจากสมองได้จดจำรูปแบบการตอบสนองต่อเสียงในหูจนเป็นนิสัยยากที่จะ เปลี่ยนแปลงได้ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นด้วยการเสียงใหม่จากภายนอกซึ่งเป็นเสียงที่มีลักษณะคล้ายกับเสียงในหู เพื่อ เบี่ยงเบนให้สมองสนใจกับเสียงภายนอก เมื่อกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานจะทำให้สมองสร้างรูปแบบ การตอบสนองใหม่ที่เป็นมิตร ไม่เกิดอาการตื่นตัว นานวันเข้าสมองจะเคยชินและไม่เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ จนในที่สุด สมองจะวางเฉยและไม่สนใจเสียงนั้นปล่อยไว้แค่ระดับจิตใต้สำนึก ไม่เกิดการรับรู้เสมือนหนึ่งไม่มีเสียงนั้นอยู่จะเห็น ได้ว่าเสียงในหูยังมีอยู่แต่สมองไม่รับรู้มัน แต่เมื่อไหร่ที่เราพยายามให้ความสนใจมันมากหรือถูก กระตุ้นในลักษณะ คุกคามอีก เช่นเกิดอาการเครียด เสียงในหูก็อาจเกิดขึ้นใหม่ได้


1. เครื่องกลบเสียงในหู เป็นเพียงอุปกรณ์กำเนิดเสียงโดยอาศัยพลังจากถ่าน เพื่อฝึกการตอบสนองของ สมองต่อ เสียง

2. มีเครื่องลักษณะเช่นเดียวกับเครื่องช่วยฟัง มีทั้งแบบทัดหลังหู ใส่ในช่องหู

3 เครื่องจะส่งเสียง (White band noise) ซึ่งเป็นเสียงซ่าๆ ตั้งแต่ความถี่ 100 เฮอร์ซ ถึง 20,000 เฮอร์ซ เสียงนี้
จะกระตุ้นครอบคลุมทุกช่วงความถี่และทุกรูปแบบของเสียงในหู เสียงนี้จะมีคุณลักษณะคล้าย กับเสียงในหู ซึ่งพบว่า เสียงนี้จะทำให้สมองยอมรับและฝึกให้คุ้นเคยได้ง่ายและเร็ว

4. เครื่องจะให้เสียงสม่ำเสมอ และสามารถปรับระดับความดังได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ระดับความดังที่เหมาะสม คือ ระดับที่จะทำให้ผู้ใส่ได้ยินทั้งเสียงจากเครื่องและเสียงในหู ไม่ใช่ดังจนไม่ได้ยิน เสียงในหู ขณะเดียวกันต้องได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้าง ตามปรกติต้องใส่เครื่องกลบเสียงในหูนี้ต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ติดต่อกันประมาณ 12 เดือน ถึงจะได้ผล

5. เมื่อผู้ใส่ใส่จนไม่รู้สึกว่ามีเครื่องนี้อยู่และระยะเวลาการรับรู้เสียงในหูห่างขึ้นจนหายไป จึงสามารถหยุดการใส่ เครื่องได้

ในผู้ที่มีหูไวผิดปกติ ละเกิดอาการกลัวเสียงจนต้องใช้ที่อุดหูกันเสียงแม้ในสภาพ แวดล้อมที่ไม่มีเสียงดังและจอแจมากแนวทางการรักษาคือจะต้องหลีกเลี่ยงความ เงียบและต้องสร้างความเคยชินกับเสียงรอบข้าง โดยฝึกรับเสียงดังเพิ่มขึ้นทีละ น้อย และให้เลิกใช้ที่อุดหูในผู้ที่มีประสาทหูเสื่อมร่วมกับเสียงในหู และมีอาการ หูไวผิดปกติร่วมด้วย จำเป็นที่ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อให้รับเสียงภายนอกชัด เจนขึ้น โดยในระยะแรกที่ใส่เครื่องช่วยฟังควรปรับกำลังขยายให้อยู่ ในระดับพอ ได้ยินเสียงรอบข้าง และเสียงสนทนา และค่อย ๆ เพิ่มกำลังขยายขึ้นเรื่อยๆ จนถึง ระดับที่ต้องการ

Top
   
all rights reserved. We are the exclusive distributor for Phonak and Beltone
e-mail :   www.eartone.com
Click to G7 Web site